บัวหลวง vs บัวฉัตร ต่างกันอย่างไร? เปรียบเทียบที่ควรรู้

ถ้าคุณเคยมองดอกบัวลอยเหนือน้ำแล้วสงสัยว่า “อันนี้เป็นบัวหลวงหรือบัวฉัตรนะ?” นั่นเป็นคำถามที่ดีมาก เพราะสองพืชน้ำนี้แม้ดูคล้ายกันจนหลายคนคิดว่าเป็นญาติสนิทกัน แต่ความจริงทางวิทยาศาสตร์บอกว่าพวกมันอยู่คนละวงศ์ คนละอันดับกันเลย ห่างกันไกลพอๆ กับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับลิงใหญ่เลยทีเดียว

บทความนี้จะพาคุณไปเปรียบเทียบบัวหลวงและบัวฉัตรอย่างละเอียด ตั้งแต่รูปร่างใบ ลักษณะดอก พฤติกรรมการเจริญ ประโยชน์ที่ใช้ได้จริง ไปจนถึงวิธีแยกชนิดด้วยตาเปล่าง่ายๆ เหมาะสำหรับมือใหม่ที่อยากเริ่มปลูกพืชน้ำแต่ยังแยกสองตัวนี้ไม่ออก

สวนน้ำจริง บัวหลวงชมพู Nelumbo nucifera ดอกเต็มบาน กลีบชมพูอ่อน ดอกยกเหนือผิวน้ำสูง ใบกลมเขียวเข้ม แ

บัวหลวงกับบัวฉัตร คืออะไรกันแน่?

ก่อนจะลงลึกเรื่องรายละเอียด เรามาทำความรู้จักทั้งสองตัวกันก่อน

บัวหลวง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera จัดอยู่ในวงศ์ Nelumbonaceae อันดับ Proteales ส่วน บัวฉัตร หรือบัวสาย อยู่ในสกุล Nymphaea วงศ์ Nymphaeaceae อันดับ Nymphaeales สังเกตได้เลยนะครับว่าต่างกันตั้งแต่อันดับเลย นี่ไม่ใช่แค่คนละสปีชีส์หรือคนละสกุล แต่ต่างกันตั้งแต่ระดับอันดับ (Order) เลย ซึ่งในระบบจำแนกพืชถือว่าห่างกันระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ตาม Kew Gardens ซึ่งเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก บัวหลวงมีความใกล้ชิดทางวิวัฒนาการกับพันธุ์ชาติ (Platanus) มากกว่าบัวฉัตรซะอีก ส่วนบัวฉัตรนั้นอยู่ในอันดับเดียวกันกับบัวบัว (Cabomba) และ Victoria amazonica หรือบัวยักษ์แห่งแอมะซอนนั่นเอง

ลักษณะของบัวหลวง (Nelumbo nucifera)

บัวหลวงเป็นพืชน้ำที่หลายคนรู้จักดีในฐานะ “บัวพุทธคุณ” ที่เห็นประดับตามวัดและสวนน้ำทั่วประเทศไทย แต่รายละเอียดทางพฤกษศาสตร์ของมันน่าสนใจไม่แพ้ความสวยงามเลยล่ะ

ใบทรงกลมยกเหนือน้ำ

ใบบัวหลวงเป็นรูปกลมสมบูรณ์ ไม่มีรอยแยกใดๆ ขอบใบเรียบสม่ำเสมอ ขนาดใหญ่โต เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 60-80 เซนติเมตร แต่สิ่งที่ทำให้ใบบัวหลวงพิเศษกว่าพืชน้ำชนิดอื่นคือ ก้านใบติดอยู่ตรงกลางใบ (ไม่ใช่ขอบใบ) และยกใบขึ้นเหนือผิวน้ำสูงตั้งแต่ 50 เซนติเมตรไปจนถึง 2 เมตรเลยทีเดียว ถ้าเดินเข้าไปในสวนบัวจะรู้สึกเหมือนเดินลอยอยู่กลางใบบัวเลย เพราะใบมันสูงกว่าศีรษะเรา

ก้านใบบัวหลวงเป็นลักษณะตันแข็งแต่กลวงข้างใน ถ้ามองด้วยแว่นขยายจะเห็นว่ามีรูเล็กๆ ตรงกลางใบคล้ายรูกุญแจ (keyhole) อยู่ด้วย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่พบในบัวหลวงเท่านั้น

และที่น่าทึ่งไม่แพ้กันคือ ผิวใบบัวหลวงมีฤทธิ์กันน้ำระดับสูงสุดหรือที่เรียกว่า superhydrophobic หรือ “lotus effect” น้ำที่หยดลงบนใบจะรวมตัวเป็นหยดกลมเล็กๆ และกระเด็นออกจากใบได้เลย ไม่ทำให้ใบเปียกชุ่ม เพราะผิวใบมีลักษณะไม่ชอบน้ำ (hydrophobic) ติดอยู่ ทีมวิจัยหลายทีมทั่วโลกศึกษาปรากฏการณ์นี้เพื่อนำไปพัฒนาเทคโนโลยีกันน้ำอื่นๆ ต่อไป

ใบบัวหลวง Nelumbo nucifera leaf กลมสมบูรณ์ เส้นผ่านศูนย์กลาง 60-80 ซม. ผิวใบเรียบเป็นมัน มีหยดน้ำเล็

ดอกขนาดใหญ่และสะดือบัว

ดอกบัวหลวงมีขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15-25 เซนติเมตร กลีบดอกมีรูปร่างกลมเรียวยาวจัดเรียงเป็นชั้นๆ คล้ายชามคว่ำหงายขึ้นฟ้า สีขาวถึงชมพูอ่อน กลีบหนาแข็งและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่ละดอกบานได้ประมาณ 3-4 วัน โดยบานตอนเช้าและหุบตอนบ่าย

สิ่งที่สำคัญมากในการจำบัวหลวงคือ สะดือบัว หรือ seed pod ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีพืชน้ำชนิดไหนเหมือน สะดือบัวมีรูปร่างคล้ายจานแบนกลมหรือคล้ายฝักบัวรดน้ำแบบโบราณ มีเม็ดบัวฝังอยู่ในรูเล็กๆ ประมาณ 12-25 เม็ดต่อดอก เมื่อดอกบัวบานเสร็จ กลีบร่วงหมด เม็ดบัวจะค่อยๆ พองโตจนเห็นชัดเจนขึ้น ในขณะที่สะดือบัวแห้งแข็งเป็นสีน้ำตาลเข้ม ดึงดูดสายตามากในช่วงฤดูแล้ง

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

บัวหลวงมีถิ่นกำเนิดในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภาคเหนือของออสเตรเลีย ตามข้อมูลจาก USDA พบว่าพืชชนิดนี้กระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไปจนถึงออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และไทย ในประเทศไทยพบทั้งบัวหลวงขาวและบัวหลวงชมพูตามแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป

ประโยชน์และความสำคัญทางวัฒนธรรม

บัวหลวงเป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เพราะ ใช้เป็นอาหารได้แทบทุกส่วน รากบัวหรือเหง้าทำเป็นแกงเผือกบัวได้อร่อย หัวใส้บัวก็นำไปผัดหรือต้มได้ ใบอ่อนใช้ทำแกงส้มผักบัวอ่อน เม็ดบัวนำไปต้มหรือคั่วเป็นขนมได้ แม้แต่เกสรดอกบัวก็นำไปชงเป็นชาเกสรบัวได้อีกด้วย

นอกจากนี้ บัวหลวงยังมีความสำคัญทางศาสนาพุทธและฮินดูอย่างลึกซึ้ง ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ การตื่นรู้ และการเกิดใหม่ เพราะบัวขึ้นจากโคลนตมแต่ดอกบานสวยงามไม่มีมลทิน เป็นอุปมาอุปมัยที่ใช้สื่อถึงการหลุดพ้นจากทุกข์ ตาม Wikipedia ระบุว่าพุทธศาสนิกชนเชื่อว่าพระพุทธองค์ทรงประทับสงบอยู่บนดอกบัวเหล่านี้ในยามแรกเกิด

ลักษณะของบัวฉัตร (Nymphaea)

บัวฉัตรเป็นพืชน้ำที่มีความหลากหลายทางสายพันธุ์สูงมาก มีมากกว่า 50 ชนิดทั่วโลก ถูกจัดอยู่ในสกุล Nymphaea ซึ่งแปลว่า “นิมฟา” ตามตำนานเทพเจ้าแห่งน้ำในเทพปกรณัมกรีกนั่นเอง

ใบลอยน้ำมีรอยแยกตัว V

ใบบัวฉัตรมีลักษณะต่างจากใบบัวหลวงอย่างสิ้นเชิง ใบเป็นรูปรี-กลม ขอบใบเป็นคลื่น จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือ มีรอยแยกเป็นรูปตัว V จากขอบใบพาดผ่านเข้าไปถึงกลางใบ รอยแยกนี้เป็นเอกลักษณ์ที่จำง่ายมาก ใบลอยแบนติดผิวน้ำ ไม่ยกขึ้นเหนือน้ำเหมือนบัวหลวง ก้านใบอ่อนนิ่มยืดหยุ่น ขนาดเล็กกว่าใบบัวหลวงมาก และไม่มีรูตรงกลางใบ

ที่สำคัญคือ ใบบัวฉัตรไม่มีฤทธิ์กันน้ำเหมือนบัวหลวง น้ำที่หยดลงบนใบจะกระจายแบนราบ ไม่เป็นหยดกลมเล็กๆ กระเด็นออกเหมือนบัวหลวง เวลาจำ จำแบบนี้ได้เลยว่า “บัวหลวงใบกลมยกสูง บัวฉัตรใบรีแฉกลอยน้ำ”

ดอกหลากสีลอยบนผิวน้ำ

ดอกบัวฉัตรมีลักษณะแตกต่างจากดอกบัวหลวงอย่างชัดเจน กลีบดอกแหลมยาวจัดเรียงเป็นแฉกๆ คล้ายดาวกระจาย ไม่ได้จัดเป็นชั้นๆ องค์เหมือนบัวหลวง ขนาดดอกเล็กกว่า ประมาณ 5-20 เซนติเมตร ส่วนใหญ่ลอยแตะติดผิวน้ำ หรือยกเหนือน้ำเล็กน้อย ไม่ได้ยกสูงเหมือนบัวหลวง

ข้อดีของบัวฉัตรคือ มีสีดอกหลากหลายมาก ขณะที่บัวหลวงมีแค่สีขาวกับชมพู บัวฉัตรมีสีขาว ชมพู น้ำเงิน ม่วง แดง และเหลือง ทำให้เป็นที่นิยมในการปลูกประดับสวนน้ำมากกว่า

ชนิดพันธุ์ที่พบในไทย

บัวฉัตรที่พบในประเทศไทยมีหลายชนิดด้วยกัน แต่ละชนิดก็มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน บัวสายขาว (N. nouchali) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดในแหล่งน้ำทั่วไป บัวแก้ว (N. lotus) มีดอกสีขาวใหญ่หอมมาก บัวเผือก (N. pubescens) มีกลีบดอกขาวบริสุทธิ์เรียวยาวสวยงาม ส่วนบัวแดง (N. rubra) มีดอกสีแดงเข้มหายากและสวยงามมาก

บัวฉัตรบางชนิดใช้เป็นอาหารได้บ้าง แต่ไม่เท่าบัวหลวงที่ใช้ได้ทุกส่วน ส่วนใหญ่จึงนิยมปลูกเป็นพืชประดับมากกว่า

ดอกบัวฉัตรหลายสี Nymphaea water lilies ลอยบนผิวน้ำ ในบ่อเดียวกัน มีดอกสีขาว ชมพู และน้ำเงิน กลีบแหลม

เปรียบเทียบบัวหลวง vs บัวฉัตร — ตารางสรุป

หัวข้อเปรียบเทียบ บัวหลวง (Nelumbo nucifera) บัวฉัตร (Nymphaea)
วงศ์ Nelumbonaceae Nymphaeaceae
อันดับ Proteales Nymphaeales
ใบ กลมสมบูรณ์ ไม่มีรอยแยก ยกเหนือน้ำสูง 0.5-2 ม. รี-กลม มีรอยแยกตัว V จากขอบถึงกลาง ลอยแบนบนน้ำ
ก้านใบ ตันแข็ง กลวง ติดกลางใบ มีรูคล้ายกุญแจ อ่อนนิ่ม ยืดหยุ่น
ฤทธิ์กันน้ำ มี (lotus effect) ไม่มี
ดอก 15-25 ซม. กลีบกลมเรียวจัดเป็นชั้น ยกเหนือน้ำ 5-20 ซม. กลีบแหลมจัดเป็นแฉก ลอยบนน้ำ
สีดอก ขาว-ชมพู ขาว ชมพู น้ำเงิน ม่วง แดง เหลือง
สะดือบัว มี รูปจานแบนคล้ายฝักบัว เม็ดบัว 12-25 เม็ด ไม่มี ผลอยู่ใต้น้ำ
ประโยชน์ ทำอาหารได้ทุกส่วน พืชประดับเป็นหลัก
ความสำคัญทางศาสนา พุทธและฮินดู ไม่มีความสำคัญทางศาสนาโดยตรง

วิธีสังเกตแยกบัวหลวงกับบัวฉัตรด้วยตาเปล่า

สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคอง่ายๆ เลยครับ ลองสังเกตจากจุดเหล่านี้

ข้อแรก ดูที่ใบ ถ้าใบกลมสมบูรณ์ไม่มีรอยแยก และยกพองขึ้นเหนือน้ำสูงกว่าศีรษะเรา นั่นคือบัวหลวง แต่ถ้าใบรีหรือกลมแต่มีรอยแยกเป็นรูปตัว V จากขอบเข้าไปถึงกลางใบ และลอยแบนๆ ติดผิวน้ำ นั่นคือบัวฉัตร

ข้อสอง ดูที่ดอก ถ้าดอกยกเหนือน้ำสูง กลีบกลมเรียวจัดเป็นชั้นคล้ายชาม มีขนาดใหญ่ สีขาวหรือชมพู นั่นคือบัวหลวง แต่ถ้าดอกลอยแตะน้ำหรือยกเหนือน้ำเล็กน้อย กลีบแหลมจัดเป็นแฉกคล้ายดาว มีสีหลากหลาย นั่นคือบัวฉัตร

ข้อสาม ดูที่ผล หลังดอกบานเสร็จ ถ้าเห็นสะดือบัวรูปจานแบนที่มีเม็ดบัวฝังอยู่ด้านบน นั่นคือบัวหลวงแน่นอน เพราะบัวฉัตรไม่มีสะดือบัว ผลของมันอยู่ใต้น้ำเล็กๆ กลมๆ ไม่โดดเด่นเหมือนกัน

ข้อสี่ ดูที่น้ำบนผิวใบ — ความมหัศจรรย์ของ “เอฟเฟกต์บัว” ถ้าพูดถึงความอัศจรรย์ของธรรมชาติที่เรามองข้ามอยู่ทุกวัน “เอฟเฟกต์บัว” หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Lotus Effect เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก ลองสังเกตน้ำที่หยดลงบนใบบัวดูนะครับ ถ้าเป็นใบบัวหลวง น้ำจะรวมตัวเป็นหยดกลมๆ เล็กๆ เกร่อเกรออยู่บนผิวใบราวกับลูกแก้วเล็กๆ วางอยู่บนผิวขนนุก พอเราก้มหน้าสังเกตใกล้ๆ จะเห็นว่าน้ำหยดเหล่านั้นไม่ยอมเกาะติดผิวใบเลย มันกลิ้งไหลไปมาได้อย่างอิสระ ทิ้งรอยน้ำบนใบไม่ทิ้งคราบน้ำขาวๆ ไว้เลย ตรงนี้เองคือที่มาของชื่อ “Lotus Effect” ที่นักวิทยาศาสตร์นำไปประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย ตั้งแต่สีทาบ้านที่ไม่ต้องล้าง ยันผ้านาโนที่กันเปื้อน

สาเหตุที่น้ำเป็นแบบนี้เพราะผิวใบบัวหลวงมีโครงสร้างระดับจุลภาคที่เป็นตุ่มเล็กๆ มากมายเรียงรายอยู่ ตุ่มเหล่านี้ทำให้น้ำสัมผัสกับผิวใบได้น้อยที่สุด น้ำจึงเกาะตัวเป็นทรงกลมเล็กๆ ตามแรงตึงผิว แต่พอมาดูใบบัวฉัตรบ้าง น้ำที่หยดลงบนใบจะกระจายแบนราบเกาะติดผิวใบทันที ไม่มีปรากฏการณ์หยดกลมเกร่อเหมือนบัวหลวงเลย ผิวใบบัวฉัตรเรียบเนียนกว่า ไม่มีโครงสร้างตุ่มเล็กๆ ซ่อนอยู่ ทำให้น้ำยังคงเกาะกระจายแบนราบได้ ถ้าจะให้เห็นภาพชัดเจน ลองเอาสเปรย์พ่นน้ำไปที่ใบบัวทั้งสองชนิด คุณจะเห็นความต่างได้ทันทีตาเปล่าเลยครับ ใบไหนที่น้ำเป็นหยดกลมเกร่อ คือบัวหลวง ใบไหนที่น้ำกระจายแบน คือบัวฉัตร

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

การจำแนกบัวสองชนิดนี้ดูเหมือนง่าย แต่ในความเป็นจริงมีความเข้าใจผิดหลายอย่างที่ติดตัวคนไทยมานานจนกลายเป็นความจริงที่ยอมรับกันโดยไม่ได้ตรวจสอบ ผมอยากพูดถึงเรื่องเหล่านี้ให้ชัดเจนขึ้น เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษาเรื่องบัวอยู่

บัวอียิปต์คือบัวหลวงจริงไหม?

หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อ “บัวอียิปต์” กันมาบ้าง โดยเฉพาะในวงการสปา สมุนไพร หรือน้ำมันหอมระเหย มักอ้างว่าใช้ “บัวอียิปต์” ซึ่งเข้าใจว่าเป็นบัวหลวง หรือ Nelumbo nucifera ที่มีสรรพคุณทางยามากมาย ความจริงกลับตาวายอย่างน่าประหลาด เพราะ “บัวอียิปต์” ที่ใช้กันทั่วไปในเชิงพาณิชย์คือ Nymphaea caerulea หรือ Blue Egyptian Lotus ซึ่งเป็นบัวฉัตรชนิดหนึ่งต่างหาก ไม่ใช่บัวหลวงแต่อย่างใด ชาวอียิปต์โบราณเรียกดอกบัวชนิดนี้ว่า “lotus” มาตั้งแต่หลายพันปีก่อน พอความรู้เข้ามาในเมืองไทยผ่านภาษาอังกฤษ คำว่า lotus ถูกแปลและเข้าใจผิดว่าหมายถึงบัวหลวงเสมอ ทั้งที่ในภาษาอังกฤษ “lotus” ก็ใช้เรียกบัวฉัตรเหมือนกัน การสื่อสารที่คลุมเครือนี้ทำให้เกิดความสับสนในวงการสมุนไพรไปอีกนาน ถ้าอยากได้ประโยชน์จากบัวหลวงตามที่โฆษณาไว้ ต้องมั่นใจว่าใช้ส่วนของ Nelumbo จริงๆ นะครับ ไม่ใช่ Nymphaea ที่อ้างว่าเป็นบัวอียิปต์

บัวสายกับบัวหลวงเหมือนกันไหม?

อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยมากคือการเรียกว่า “บัวสาย” ชาวไทยมักใช้คำว่า “บัวสาย” เรียกบัวฉัตรแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นบัวสีขาว บัวสีชมพู บัวสีม่วง หรือบัวสีฟ้า ลักษณะเด่นคือดอกบัวที่เรียกว่าอยู่เหนือน้ำหรือลอยติดผิวน้ำ พอเป็นแบบนี้หลายคนเลยเข้าใจผิดว่าบัวสายคือบัวหลวงด้วย เพราะบัวหลวงก็มีดอกสวยงามเช่นกัน ความจริงคำว่า “บัวสาย” ที่ชาวบ้านใช้เรียกนั้นหมายถึงบัวฉัตรทั้งนั้น โดยเฉพาะ Nymphaea nouchali ซึ่งเป็นบัวฉัตรสีขาวที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทย ชื่อ “บัวสาย” มาจากลักษณะก้านดอกที่ยาวยืดสูงขึ้นมาเหนือน้ำ ดูคล้ายเชือกเส้นสาย แต่ทั้งหมดเป็นบัวฉัตรทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับบัวหลวงแต่อย่างใด ถ้าอยากรู้ว่าบัวที่ปลูกอยู่ในสวนหรือในบ่อเป็นชนิดไหน ลองสังเกตจากลักษณะที่บอกไปข้างต้นนะครับ จะได้ไม่หลงผิดอีก

สรุป — บัวหลวง vs บัวฉัตร แล้วควรเลือกปลูกอันไหน?

ถึงตรงนี้หลายคนคงแยกบัวทั้งสองชนิดออกจากกันได้แล้ว มาสรุปความแตกต่างสำคัญกันอีกครั้งหนึ่ง บัวหลวงหรือ Nelumbo nucifera มีใบกลมสมบูรณ์ไม่มีรอยแยก ก้านใบตันแข็งยกขึ้นเหนือน้ำเสมอ ดอกใหญ่สีชมพูหรือขาวบานเหนือน้ำ มีเม็ดบัวและรากที่กินได้ ส่วนบัวฉัตรหรือ Nymphaea มีใบรีมีรอยแยกเป็นรูปตัววี ก้านใบอ่อนนุ่มลอยบนผิวน้ำ ดอกเล็กกว่ามีสีสันหลากหลายและบานแค่ไม่กี่วัน

แล้วควรเลือกปลูกอันไหนดี? คำตอบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของเราเลยครับ ถ้าอยากได้พืชที่มีประโยชน์ใช้สอยกินได้ บัวหลวงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เม็ดบัวหลวงอบกรอบเป็นของว่างรสหวานมัน รากบัวหลวงต้มซุปราดหน้าข้าวต้มก็อร่อย ดอกบัวหลวงใช้ชงชาได้ สร้างรายได้เสริมได้อีกทาง แถมบัวหลวงยังดูแลง่าย ขึ้นทุกปีโดยไม่ต้องปลูกใหม่ ส่วนถ้าอยากได้ความสวยงามหลากหลายสีสัน ประดับสวนให้ดูมีชีวิตชีวา บัวฉัตรเหมาะกว่า ดอกบัวฉัตรมีหลายสีให้เลือกตั้งแต่ขาว ชมพู ม่วง แดง ไพล่อลง ฟ้า จัดคู่กับสวนน้ำหรือบ่อปลาแล้วดูงามมาก ข้อเสียคือบัวฉัตรบางสายพันธุ์อาจไม่ทนหนาว ต้องย้ายหรือดูแลพิเศษในช่วงฤดูหนาว

สุดท้ายไม่ว่าจะเลือกปลูกบัวชนิดไหน สิ่งสำคัญคือความเข้าใจในธรรมชาติของมัน บัวทั้งสองชนิดมีเสน่ห์แตกต่างกัน ไม่ได้ดีหรือด้อยกว่ากัน บัวหลวงมีความยิ่งใหญ่แบบดั้งเดิม ส่วนบัวฉัตรมีความอ่อนช้อยหลากสีสัน ถ้าเราเข้าใจความต่างนี้ การดูแลบัวของเราก็จะถูกต้องและเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้น้ำ การเลือกที่ดิน หรือการเก็บเมล็ด ทุกอย่างจะราบรื่นขึ้น ขอให้ทุกคนสนุกกับการปลูกบัวนะครับ

สะดือบัว Nelumbo seed pod receptacle รูปจานแบนกลม คล้ายฝักบัว สีน้ำตาลเข้ม มีเม็ดบัวเล็กๆ ฝังอยู่ในร

โทรสอบถาม/สั่งบัว
Scroll to Top